กลับ
รายละเอียดสถานที่
กว๊านพะเยา
ป่าลึกลับรายละเอียด
"กว๊านพะเยา" มีความน่าสนใจทั้งในเชิงพุทธตำนาน ความเชื่อเรื่องพญานาค และประวัติศาสตร์ที่จมอยู่ใต้น้ำครับ โดยสามารถแบ่งออกเป็นเรื่องหลัก ๆ ได้ดังนี้ครับ
1. ตำนานพญานาคกับพระเจ้าตนหลวง
นี่คือตำนานที่ชาวพะเยาศรัทธามากที่สุด เกี่ยวกับ "พระเจ้าตนหลวง" (วัดศรีโคมคำ) พระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่สุดในล้านนาที่ตั้งอยู่ริมกว๊าน:
พญาธุมะสิกขี: เล่ากันว่าในอดีตบริเวณนี้เป็นหนองน้ำใหญ่ (หนองเอี้ยง) มีพญานาคชื่อ "พญาธุมะสิกขี" อาศัยอยู่ เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จมาถึง พญานาคตัวนี้เกิดความโอหัง ไม่ยอมให้อาสนะและพ่นควันบดบังทาง
การปราบพญานาค: พระพุทธเจ้าทรงแสดงปาฏิหาริย์จนพญานาคละทิฐิและเกิดความเลื่อมใส พญานาคจึงตั้งจิตอธิษฐานว่าจะสร้างพระพุทธรูปองค์ใหญ่เพื่อบูชาพระพุทธองค์
การสร้างพระ: ต่อมาพญานาคได้เนรมิตทองคำขึ้นมามอบให้สองตายายที่อาศัยอยู่ริมหนองเอี้ยง เพื่อนำไปสร้างพระเจ้าตนหลวงอย่างที่เห็นในปัจจุบัน
2. "หนองเอี้ยง" เมืองโบราณใต้น้ำ
กว๊านพะเยาไม่ได้เป็นบึงน้ำขนาดใหญ่มาแต่แรก แต่เดิมเป็นที่ราบลุ่มที่มีชุมชนและวัดวาอารามตั้งอยู่:
เมืองที่หายไป: ก่อนปี พ.ศ. 2482 บริเวณนี้มีวัดโบราณหลายแห่ง เช่น วัดติโลกอาราม ซึ่งสร้างโดยพระเจ้าติโลกราช กษัตริย์แห่งล้านนา
การสร้างกว๊าน: เมื่อมีการสร้างประตูกั้นน้ำเพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ทางการเกษตร น้ำจึงท่วมพื้นที่ลุ่มเดิมทั้งหมด ทำให้วัดและชุมชนโบราณต้องจมอยู่ใต้น้ำ
เวียนเทียนกลางน้ำ: ทุกวันนี้เราจึงเห็นประเพณี "เวียนเทียนกลางน้ำ" ที่กว๊านพะเยา ซึ่งเป็นการนั่งเรือไปเวียนเทียนรอบซากวัดติโลกอารามที่โผล่พ้นน้ำเพียงบางส่วนนั่นเองครับ
3. ความเชื่อเรื่อง "นาคขุนน้ำ"
ชาวบ้านยังมีความเชื่อเรื่องพญานาคที่ทำหน้าที่ดูแลรักษาความอุดมสมบูรณ์ของแหล่งน้ำ (นาคขุนน้ำ) โดยเชื่อว่าหากใครไปทำสิ่งไม่ดีหรือลบหลู่กว๊านพะเยา พญานาคจะทำให้เกิดอาเพศหรือทำให้น้ำเหือดแห้งไป
ตำนาน ความเชื่อ
หนองเอี้ยงนอกจากจะเป็นเรื่องเล่าในนิทานกว๊านแล้ว ยังมีตำนานเล่าว่าหนองน้ำแห่งนี้เป็นที่อยู่อาศัยของพญานาคนามว่า “พญาธุมะสิกขี” มาตั้งแต่สมัยพุทธกาล
พญาธุมะสิกขี ถือเป็นเจ้าแห่งหนองน้ำแห่งนี้ ครั้นเมื่อสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จมาประทับที่บริเวณหนองเอี้ยง เมื่อฉันภัตตาหารเสร็จแล้ว พระอานนท์ได้เดินลงไปริมหนองน้ำ เพื่อตักน้ำมาถวายแต่พระพุทธเจ้า แต่กลับถูกพญาธุมะสิกขีขัดขวาง พร้อมแสดงความกร่างว่าข้าเป็นเจ้าของหนอง ทำให้พระพุทธเจ้าต้องลงมากำราบโดยแสดงปาฏิหาริย์เนรมิตพระวรกายให้สูงใหญ่กว่าพญาธุมะสิกขี
พญาธุมะสิกขีเมื่อเห็นในอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ของพระพุทธเจ้า จึงเกิดความเลื่อมใสในพระพุทธองค์ พร้อมกับถวายตนเป็นผู้รับใช้ในพระพุทธศาสนา ซึ่งพระพุทธองค์ทรงตรัสว่า เมื่อตถาคตปรินิพพาน ล่วงไปได้ 5 พันปี ท่านจงมาสร้างรากฐานพระพุทธศาสนาไว้ที่หนองน้ำแห่งนี้
ครั้นกาลเวลาล่วงผ่านมาครบตามกำหนด พญาธุมะสิกขีได้แปลงเป็นบุรุษนุ่งขาวห่มขาวแล้วไปเล่าให้สองตายายผู้เลื่อมใสในพระพุทธศาสนาที่อาศัยอยู่ริมหนองฟัง พร้อมกับมอบทองคำจำนวนมากที่นำมาจากเมืองพญานาคให้สองตายายนำไปสร้างพระพุทธรูปขึ้น ซึ่งพระพุทธรูปที่สร้างนั้นก็คือ “พระเจ้าตนหลวง” พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองพะเยาที่ประดิษฐานอยู่ที่ “วัดศรีโคมคำ” ในตัวเมืองพะเยานั่นเอง
ความจริง
เมื่อกว๊านพะเยามีตำนานพญานาค ทางเมืองพะเยาจึงนำเรื่องนี้มาต่อยอด ด้วยการสร้างประติมากรรมพญานาคสีขาว 2 ตน หัวหน้าเข้าหากัน โดยมีองค์พระธาตุสีทองตั้งอยู่กลาง(เข้าใจว่านี่คือองค์พระธาตุจอมทองจำลอง พระธาตุคู่บ้านคู่เมืองพะเยา) ณ ริมฝั่งน้ำในกว๊านพะเยา ตรงข้ามกับลานพ่อขุนงำเมือง
ประติมากรรมพญานาค 2 ตนนี้ เพิ่งสร้างขึ้นไม่นาน เมื่อสร้างเสร็จแล้วได้กลายเป็นจุดถ่ายรูปยอดนิยมของนักท่องเที่ยวขึ้นมาทันที และถือเป็นสัญลักษณ์ใหม่ของกว๊านพะเยา ที่เมื่อช่างภาพถ่ายภาพออกมา คนที่เคยผ่านตาจะดูรู้ทันทีว่านี่คือกว๊านพะเยา
เรียกว่าเป็นการอัญเชิญพญานาคมาช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาถ่ายรูปคู่กับกว๊านพะเยาได้ดีทีเดียว
แต่...งานนี้ของที่ทำท่าว่าจะดี กลับกลายเป็นประเภทข้างนอกสุกใสข้างในเป็นโพรงไปเสียฉิบ เพราะเมื่อหลังพญานาคสร้างเสร็จใหม่ๆ ชาวบ้าน(ผู้รู้)บางคนที่อยู่ริมกว๊านเขาบอกผมมาว่า พญานาค 2 ตัวนี้แปลกประหลาดคือมันมีตัวเพียงครึ่งเดียวเฉพาะในด้านที่หันเข้าหาฝั่ง(ด้านถ่ายรูป)เท่านั้น คือเป็นพญานาคที่มีเกล็ดมีหน้าตาเฉพาะรูปด้านหน้าส่วนด้านหลังนั้นปล่อยโล่งไว้เฉยๆ
เรื่องนี้สอดคล้องกับบทความ “พญานาคกับงูดิน”ที่กว๊านพะเยา ในเว็บไซต์“พะเยารัฐ”(ลงเมื่อ 3 มิ.ย. 54) ที่กล่าวเอาไว้ว่า
...“คุณวิมล ปิงเมืองเหล็ก” ผู้กว้างขวางทางวัฒนธรรมเมืองพะเยา พูดให้ฟังว่า พญานาค สองตัวนี้แปลกที่สุดในโลก คือมีหน้าตาและเกล็ดเพียงด้านเดียว คือมีเฉพาะด้านที่หันไปทางพ่อขุนงำเมือง ส่วนด้านทิศตะวันตกหรือด้านกว๊านพะเยานั้นไม่มีหน้า ไม่มีเกล็ด...
นอกจากนี้ในบทความดังกล่าวยังวิจารณ์ถึงพญานาคคู่นี้อีกว่า...มองลงด้านล่างของพญานาค ยิ่งน่าอับอายกับความทุเรศ ที่เอาท่อน้ำซีเมนต์มาตั้งเป็นฐานรองรับ ไม่ได้มีการตกแต่งให้น่าดู ตอนน้ำแห้งลงยิ่งน่าน่าเกลียด นี่มันรุมกันเหยียบหัวใจของคนพะเยาชัดๆ...
และนั่นจึงทำให้ผู้เขียนบทความเปรียบพญานาคคู่นี้กับงูดิน ซึ่งผมคิดว่าหากปล่อยทิ้งไว้อย่างนี้ ในอนาคตบางทีอาจมีเรื่องเล่าขาน“ตำนานงูดินแห่งกว๊านพะเยา” ที่ใช้งบก่อสร้างไปนับหลายล้านบาท ขึ้นมาเคียงคู่กับตำนานพญานาคแห่งกว๊านพะเยาก็เป็นได้
Credit : Google
Credit : https://mgronline.com/travel/detail/9540000110825#google_vignette
1. ตำนานพญานาคกับพระเจ้าตนหลวง
นี่คือตำนานที่ชาวพะเยาศรัทธามากที่สุด เกี่ยวกับ "พระเจ้าตนหลวง" (วัดศรีโคมคำ) พระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่สุดในล้านนาที่ตั้งอยู่ริมกว๊าน:
พญาธุมะสิกขี: เล่ากันว่าในอดีตบริเวณนี้เป็นหนองน้ำใหญ่ (หนองเอี้ยง) มีพญานาคชื่อ "พญาธุมะสิกขี" อาศัยอยู่ เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จมาถึง พญานาคตัวนี้เกิดความโอหัง ไม่ยอมให้อาสนะและพ่นควันบดบังทาง
การปราบพญานาค: พระพุทธเจ้าทรงแสดงปาฏิหาริย์จนพญานาคละทิฐิและเกิดความเลื่อมใส พญานาคจึงตั้งจิตอธิษฐานว่าจะสร้างพระพุทธรูปองค์ใหญ่เพื่อบูชาพระพุทธองค์
การสร้างพระ: ต่อมาพญานาคได้เนรมิตทองคำขึ้นมามอบให้สองตายายที่อาศัยอยู่ริมหนองเอี้ยง เพื่อนำไปสร้างพระเจ้าตนหลวงอย่างที่เห็นในปัจจุบัน
2. "หนองเอี้ยง" เมืองโบราณใต้น้ำ
กว๊านพะเยาไม่ได้เป็นบึงน้ำขนาดใหญ่มาแต่แรก แต่เดิมเป็นที่ราบลุ่มที่มีชุมชนและวัดวาอารามตั้งอยู่:
เมืองที่หายไป: ก่อนปี พ.ศ. 2482 บริเวณนี้มีวัดโบราณหลายแห่ง เช่น วัดติโลกอาราม ซึ่งสร้างโดยพระเจ้าติโลกราช กษัตริย์แห่งล้านนา
การสร้างกว๊าน: เมื่อมีการสร้างประตูกั้นน้ำเพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ทางการเกษตร น้ำจึงท่วมพื้นที่ลุ่มเดิมทั้งหมด ทำให้วัดและชุมชนโบราณต้องจมอยู่ใต้น้ำ
เวียนเทียนกลางน้ำ: ทุกวันนี้เราจึงเห็นประเพณี "เวียนเทียนกลางน้ำ" ที่กว๊านพะเยา ซึ่งเป็นการนั่งเรือไปเวียนเทียนรอบซากวัดติโลกอารามที่โผล่พ้นน้ำเพียงบางส่วนนั่นเองครับ
3. ความเชื่อเรื่อง "นาคขุนน้ำ"
ชาวบ้านยังมีความเชื่อเรื่องพญานาคที่ทำหน้าที่ดูแลรักษาความอุดมสมบูรณ์ของแหล่งน้ำ (นาคขุนน้ำ) โดยเชื่อว่าหากใครไปทำสิ่งไม่ดีหรือลบหลู่กว๊านพะเยา พญานาคจะทำให้เกิดอาเพศหรือทำให้น้ำเหือดแห้งไป
ตำนาน ความเชื่อ
หนองเอี้ยงนอกจากจะเป็นเรื่องเล่าในนิทานกว๊านแล้ว ยังมีตำนานเล่าว่าหนองน้ำแห่งนี้เป็นที่อยู่อาศัยของพญานาคนามว่า “พญาธุมะสิกขี” มาตั้งแต่สมัยพุทธกาล
พญาธุมะสิกขี ถือเป็นเจ้าแห่งหนองน้ำแห่งนี้ ครั้นเมื่อสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จมาประทับที่บริเวณหนองเอี้ยง เมื่อฉันภัตตาหารเสร็จแล้ว พระอานนท์ได้เดินลงไปริมหนองน้ำ เพื่อตักน้ำมาถวายแต่พระพุทธเจ้า แต่กลับถูกพญาธุมะสิกขีขัดขวาง พร้อมแสดงความกร่างว่าข้าเป็นเจ้าของหนอง ทำให้พระพุทธเจ้าต้องลงมากำราบโดยแสดงปาฏิหาริย์เนรมิตพระวรกายให้สูงใหญ่กว่าพญาธุมะสิกขี
พญาธุมะสิกขีเมื่อเห็นในอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ของพระพุทธเจ้า จึงเกิดความเลื่อมใสในพระพุทธองค์ พร้อมกับถวายตนเป็นผู้รับใช้ในพระพุทธศาสนา ซึ่งพระพุทธองค์ทรงตรัสว่า เมื่อตถาคตปรินิพพาน ล่วงไปได้ 5 พันปี ท่านจงมาสร้างรากฐานพระพุทธศาสนาไว้ที่หนองน้ำแห่งนี้
ครั้นกาลเวลาล่วงผ่านมาครบตามกำหนด พญาธุมะสิกขีได้แปลงเป็นบุรุษนุ่งขาวห่มขาวแล้วไปเล่าให้สองตายายผู้เลื่อมใสในพระพุทธศาสนาที่อาศัยอยู่ริมหนองฟัง พร้อมกับมอบทองคำจำนวนมากที่นำมาจากเมืองพญานาคให้สองตายายนำไปสร้างพระพุทธรูปขึ้น ซึ่งพระพุทธรูปที่สร้างนั้นก็คือ “พระเจ้าตนหลวง” พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองพะเยาที่ประดิษฐานอยู่ที่ “วัดศรีโคมคำ” ในตัวเมืองพะเยานั่นเอง
ความจริง
เมื่อกว๊านพะเยามีตำนานพญานาค ทางเมืองพะเยาจึงนำเรื่องนี้มาต่อยอด ด้วยการสร้างประติมากรรมพญานาคสีขาว 2 ตน หัวหน้าเข้าหากัน โดยมีองค์พระธาตุสีทองตั้งอยู่กลาง(เข้าใจว่านี่คือองค์พระธาตุจอมทองจำลอง พระธาตุคู่บ้านคู่เมืองพะเยา) ณ ริมฝั่งน้ำในกว๊านพะเยา ตรงข้ามกับลานพ่อขุนงำเมือง
ประติมากรรมพญานาค 2 ตนนี้ เพิ่งสร้างขึ้นไม่นาน เมื่อสร้างเสร็จแล้วได้กลายเป็นจุดถ่ายรูปยอดนิยมของนักท่องเที่ยวขึ้นมาทันที และถือเป็นสัญลักษณ์ใหม่ของกว๊านพะเยา ที่เมื่อช่างภาพถ่ายภาพออกมา คนที่เคยผ่านตาจะดูรู้ทันทีว่านี่คือกว๊านพะเยา
เรียกว่าเป็นการอัญเชิญพญานาคมาช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาถ่ายรูปคู่กับกว๊านพะเยาได้ดีทีเดียว
แต่...งานนี้ของที่ทำท่าว่าจะดี กลับกลายเป็นประเภทข้างนอกสุกใสข้างในเป็นโพรงไปเสียฉิบ เพราะเมื่อหลังพญานาคสร้างเสร็จใหม่ๆ ชาวบ้าน(ผู้รู้)บางคนที่อยู่ริมกว๊านเขาบอกผมมาว่า พญานาค 2 ตัวนี้แปลกประหลาดคือมันมีตัวเพียงครึ่งเดียวเฉพาะในด้านที่หันเข้าหาฝั่ง(ด้านถ่ายรูป)เท่านั้น คือเป็นพญานาคที่มีเกล็ดมีหน้าตาเฉพาะรูปด้านหน้าส่วนด้านหลังนั้นปล่อยโล่งไว้เฉยๆ
เรื่องนี้สอดคล้องกับบทความ “พญานาคกับงูดิน”ที่กว๊านพะเยา ในเว็บไซต์“พะเยารัฐ”(ลงเมื่อ 3 มิ.ย. 54) ที่กล่าวเอาไว้ว่า
...“คุณวิมล ปิงเมืองเหล็ก” ผู้กว้างขวางทางวัฒนธรรมเมืองพะเยา พูดให้ฟังว่า พญานาค สองตัวนี้แปลกที่สุดในโลก คือมีหน้าตาและเกล็ดเพียงด้านเดียว คือมีเฉพาะด้านที่หันไปทางพ่อขุนงำเมือง ส่วนด้านทิศตะวันตกหรือด้านกว๊านพะเยานั้นไม่มีหน้า ไม่มีเกล็ด...
นอกจากนี้ในบทความดังกล่าวยังวิจารณ์ถึงพญานาคคู่นี้อีกว่า...มองลงด้านล่างของพญานาค ยิ่งน่าอับอายกับความทุเรศ ที่เอาท่อน้ำซีเมนต์มาตั้งเป็นฐานรองรับ ไม่ได้มีการตกแต่งให้น่าดู ตอนน้ำแห้งลงยิ่งน่าน่าเกลียด นี่มันรุมกันเหยียบหัวใจของคนพะเยาชัดๆ...
และนั่นจึงทำให้ผู้เขียนบทความเปรียบพญานาคคู่นี้กับงูดิน ซึ่งผมคิดว่าหากปล่อยทิ้งไว้อย่างนี้ ในอนาคตบางทีอาจมีเรื่องเล่าขาน“ตำนานงูดินแห่งกว๊านพะเยา” ที่ใช้งบก่อสร้างไปนับหลายล้านบาท ขึ้นมาเคียงคู่กับตำนานพญานาคแห่งกว๊านพะเยาก็เป็นได้
Credit : Google
Credit : https://mgronline.com/travel/detail/9540000110825#google_vignette
ตำแหน่งที่ตั้ง
692 ถนน พหลโยธิน ท่าวังทอง อำเภอเมืองพะเยา พะเยา 56000 ประเทศไทย
นำทาง
เจ้าของสถานที่
เขียนรีวิว
กรุณาเข้าสู่ระบบก่อนเขียนรีวิว
เพื่อแบ่งปันประสบการณ์ของคุณกับชุมชน
เข้าสู่ระบบ
เพื่อแบ่งปันประสบการณ์ของคุณกับชุมชน
รีวิวจากผู้เยี่ยมชม
ยังไม่มีรีวิว เป็นคนแรกที่รีวิวสถานที่นี้!