รายละเอียดสถานที่
วัดวังก์วิเวการาม (เก่า) กาญจนบุรี
รายละเอียด
หากพูดถึง วัดวังก์วิเวการาม (เก่า) หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า "วัดใต้น้ำ" ในอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ที่นี่ไม่ได้เป็นเพียงซากปรักหักพังใต้เขื่อนเท่านั้น แต่เป็นศูนย์รวมจิตวิญญาณที่มีตำนานเล่าขานถึงบารมีของ "เทพเจ้าแห่งชาวมอญ" ครับ
1. ตำนานหลวงพ่ออุตตมะ (เทพเจ้าแห่งชาวมอญ)
จุดเริ่มต้นของวัดแห่งนี้ผูกพันกับ หลวงพ่ออุตตมะ พระเกจิอาจารย์เชื้อสายมอญที่อพยพหนีภัยสงครามมาจากพม่าพร้อมกับชาวกะเหรี่ยงและชาวมอญในปี พ.ศ. 2492
ท่านได้ร่วมกับชาวบ้านสร้างวัดขึ้นมาในปี พ.ศ. 2496 ณ บริเวณที่เรียกว่า "สามประสบ" (จุดที่แม่น้ำสามสาย คือ ซองกาเลีย, รันตี และบีคลี่ มาบรรจบกัน)
วัดแห่งนี้จึงกลายเป็นที่พึ่งทางใจและศูนย์รวมศรัทธาของกลุ่มชาติพันธุ์ที่ไร้สัญชาติในขณะนั้น จนหลวงพ่อได้รับการขนานนามว่าเป็นผู้ที่มีเมตตาบารมีสูงส่งที่สุดในแถบนี้ครับ
2. ตำนาน "วัดที่ต้องเสียสละ" (เมืองใต้บาดาล)
ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2527 เมื่อมีการสร้าง เขื่อนเขาแหลม (เขื่อนวชิราลงกรณ์) เพื่อใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้า
พื้นที่ตั้งของวัดเดิมและหมู่บ้านชาวมอญต้องถูกน้ำท่วมขังถาวร
หลวงพ่ออุตตมะและชาวบ้านจึงต้องเสียสละที่ดินผืนเดิม แล้วย้ายวัดขึ้นไปสร้างใหม่บนเนินเขา (วัดวังก์วิเวการามปัจจุบัน)
ทิ้งให้อุโบสถและศาลาหลังเดิมจมอยู่ใต้น้ำ กลายเป็นตำนาน "เมืองบาดาล" ที่จะปรากฏให้เห็นชัดเจนเฉพาะในช่วงฤดูน้ำลดเท่านั้น
3. ความอัศจรรย์ของ "หอระฆังและโบสถ์"
แม้จะจมอยู่ใต้น้ำมานานกว่า 40 ปี แต่โครงสร้างของอุโบสถหลังเก่ายังคงความแข็งแรงอย่างน่าอัศจรรย์
ตำนานเรื่องความศักดิ์สิทธิ์: ชาวบ้านเชื่อกันว่าด้วยบารมีของหลวงพ่ออุตตมะที่ประสิทธิ์ประสาทไว้ ทำให้วัดไม่พังทลายไปตามกาลเวลา
Unseen Thailand: ในช่วงหน้าแล้ง (มีนาคม - พฤษภาคม) ระดับน้ำจะลดจนเราสามารถเดินเข้าไปในโบสถ์ที่ไร้หลังคาเพื่อกราบไหว้รอยพระพุทธบาทจำลองและชมลวดลายศิลปะมอญที่ยังหลงเหลืออยู่ได้ครับ
4. สะพานไม้แห่งศรัทธา (สะพานมอญ)
อีกหนึ่งตำนานที่คู่กับวัดเก่าคือ สะพานอุตตมานุสรณ์ ซึ่งหลวงพ่ออุตตมะเป็นผู้นำในการสร้างเพื่อเชื่อมใจคนสองฝั่งน้ำ (ไทยและมอญ) เข้าด้วยกัน สะพานนี้ถือเป็นสะพานไม้ที่ยาวที่สุดในประเทศไทย และเป็นเครื่องยืนยันถึงพลังแห่งความศรัทธาที่ชาวบ้านมีต่อหลวงพ่อครับ
ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการไปชมตำนาน "เมืองบาดาล"
ช่วงน้ำลด (มี.ค. - พ.ค.): น้ำจะแห้งจนเดินขึ้นไปชมตัวโบสถ์ได้เลยครับ
ช่วงน้ำขึ้น (ต.ค. - ม.ค.): จะเห็นเพียงยอดหอระฆังและปลายผนังโบสถ์พ้นน้ำ ต้องนั่งเรือหางยาวเข้าไปดู บรรยากาศจะดูขรึมและขลังไปอีกแบบครับ
ขอบคุณบทความและรูปจาก : nukkpidet
Credit : google
Credit : https://travel.trueid.net/detail/pQqwrZZe50nz
ตำแหน่งที่ตั้ง
เจ้าของสถานที่
เขียนรีวิว
เพื่อแบ่งปันประสบการณ์ของคุณกับชุมชน
รีวิวจากผู้เยี่ยมชม
ยังไม่มีรีวิว เป็นคนแรกที่รีวิวสถานที่นี้!