รายละเอียดสถานที่
มัสยิดกรือเซะ
รายละเอียด
มัสยิดกรือเซะ (Masjid Kerue Se) หรือ "มัสยิดปินตูกืรืบิง" ตั้งอยู่ที่บ้านกรือเซะ อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี เป็นโบราณสถานที่มีเอกลักษณ์ด้วยรูปทรงแบบอาคารก่ออิฐถือปูนยอดโดมไม่เสร็จสมบูรณ์ ซึ่งเชื่อมโยงกับตำนานที่เล่าขานกันมาอย่างยาวนานดังนี้ครับ
1. ตำนานเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว (คำสาปแช่ง)
นี่เป็นตำนานที่โด่งดังที่สุดซึ่งอธิบายว่าเหตุใดมัสยิดแห่งนี้จึงสร้างไม่เสร็จ:
เล่าว่า ลิ้มโต๊ะเคี่ยม ชาวจีนที่เดินทางมาค้าขายและรับราชการในปัตตานี ได้เปลี่ยนไปนับถือศาสนาอิสลามและแต่งงานกับธิดาของเจ้าเมืองปัตตานี ต่อมาเขาได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ควบคุมการสร้างมัสยิดกรือเซะ
ทางด้านพี่สาวคือ ลิ้มกอเหนี่ยว ได้ล่องเรือจากเมืองจีนเพื่อมาตามน้องชายให้กลับบ้านไปดูแลแม่ตามสัญญา แต่ลิ้มโต๊ะเคี่ยมปฏิเสธเพราะติดพันภารกิจสร้างมัสยิดและการนับถือศาสนาใหม่
ลิ้มกอเหนี่ยวเสียใจมาก จึงได้สาปแช่งไว้ว่า "ขอให้มัสยิดแห่งนี้สร้างอย่างไรก็ไม่มีวันเสร็จ" ก่อนจะผูกคอตายที่ต้นมะม่วงหิมพานต์ใกล้ๆ กัน (ซึ่งต่อมามีการสร้างศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวเพื่อเป็นที่ระลึกถึงความกตัญญูของนาง)
ตามตำนานกล่าวว่า หลังจากนั้นไม่ว่าจะพยายามสร้างยอดโดมกี่ครั้ง ก็มักจะมีฟ้าผ่าลงมาพังยอดมัสยิดทุกครั้งจนต้องล้มเลิกไป
2. ตำนานฝรั่งหล่อปืนใหญ่
อีกหนึ่งข้อสันนิษฐานและเรื่องเล่าในอดีตระบุว่า มัสยิดแห่งนี้อาจถูกสร้างขึ้นโดยความช่วยเหลือของชาวต่างชาติ (เช่น ชาวเปอร์เซีย หรือชาวยุโรป) ในสมัยสุลต่านมูซัฟฟาร์ ชาห์ ซึ่งเป็นช่วงที่ปัตตานีเป็นศูนย์กลางการค้าที่รุ่งเรืองและมีการหล่อปืนใหญ่ชื่อดังอย่าง "ปืนใหญ่พญาตานี" การที่มัสยิดสร้างไม่เสร็จอาจเกิดจากสงครามหรือการย้ายเมืองหลวงในสมัยนั้น
3. ลักษณะสถาปัตยกรรม
มัสยิดกรือเซะมีลักษณะสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานระหว่างตะวันออกกลางกับท้องถิ่นปัตตานี อาคารทำจากอิฐแดงรูปทรงโค้งมน (Arch) แบบศิลปะกอทิก (Gothic) ของยุโรป หรือสถาปัตยกรรมแบบเปอร์เซีย
กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานเมื่อปี พ.ศ. 2478 และมีการบูรณะพื้นที่โดยรอบให้สวยงาม
4. ความสำคัญในปัจจุบัน
มัสยิดแห่งนี้ยังคงเป็นสถานที่ที่ชาวมุสลิมในพื้นที่เดินทางมาประกอบศาสนกิจตามปกติ และเป็นแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่สะท้อนถึงอารยธรรมและความเชื่อที่ผสมผสานกันอย่างหลากหลาย
เพิ่มเติม กรณีกรือเซะ
วันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2547 ในขณะที่กองทัพภาคที่ 4 ประกาศกฎอัยการศึก ในจังหวัดนราธิวาส จังหวัดปัตตานีและ จังหวัดยะลา เกิดความไม่สงบในชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย โดยที่มัสยิดกรือเซะเกิดเหตุการณ์รุนแรงมากที่สุดกล่าวคือมีผู้เสียชีวิตที่มัสยิดกรือเซะมากถึง 34 ศพ รองลงมาคือที่อำเภอสะบ้าย้อย มีผู้เสียชีวิตรวม 19 ศพ อำเภอกรงปินัง จังหวัดยะลา 17 ศพ อำเภอแม่ลาน จังหวัดปัตตานี 13 ศพ อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา 12 ศพ อำเภอบันนังสตา 8 ศพ อำเภอธารโต 5 ศพ อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี 2 ศพ อำเภอรามัน จังหวัดยะลา บาดเจ็บสาหัส 4 ราย โดยกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบกระจายกันโจมตีฐานตำรวจ-ทหาร 12 จุด รวมทั้งสองฝ่ายเสียชีวิต 113 ศพ ผู้ก่อการร้าย 108 ศพ เจ้าหน้าที่ 5 ศพในจำนวนนี้เป็นทราบชื่อได้แก่ ส.ท.สามารถ กาบดอนกลาง ส.ต.ท.ชำนาญ อักษรเนียม ส.ต.ต.ณรงค์ชัย พลเดช พลทหาร ดลนิยา แกคอย จ.ส.ต.เลิศศักดิ์ เที่ยงธรรม บาดเจ็บ 6 คน ถูกจับกุม 17 คน บาดเจ็บ 15 นาย หลังจากเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้มัสยิดกรือเซะมีผู้เข้าชมน้อยลงกว่าเก่าก่อน
โดยวันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2547 น่าจะถูกจงใจกำหนดให้ตรงกับ วันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2491 อันเป็นวันเกิดของเหตุการณ์ที่ภาษาอำนาจรัฐส่วนกลางเรียกว่า กบฏดุซงญอ แต่ชาวปัตตานีเรียกว่า สงครามโต๊ะเปรัก-ดุซงยอ และนักประวัติศาสตร์มาเลเซียบางคนเรียกว่า เคบังอีตัน แปลว่า การลุกขึ้นสู้อีกด้วย
ก่อนหน้านี้ ตั้งแต่วันที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2547 เมื่อปรากฏมีกลุ่มคนที่เชื่อว่าเป็นบุคคลระดับแกนนำในการก่อเหตุความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้จำนวน 30 คน ได้เดินทางเข้าไปในพื้นที่ควนโนรี อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี จากนั้นเวลา 04.50 น.ของเช้าตรู่วันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2547 ได้มีกลุ่มก่อความไม่สงบได้เริ่มปฏิบัติการตามแผน ด้วยการใช้อาวุธสงครามยิงถล่มป้อมจุดตรวจกรือเซะ ที่ตั้งอยู่บริเวณ ถนนสายปัตตานี-นราธิวาส หมู่ 3 ตําบลตันหยงลุโละ อําเภอเมืองปัตตานี จนทำให้เจ้าหน้าตำรวจคอมมานโด กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) จำนวน 4 นายเข้าเวรประจำการทั้งหมดถูกยิงได้รับบาดเจ็บ
จึงได้เกิดการปะทะกันด้วยอาวุธสงคราม ก่อนที่กลุ่มก่อความไม่สงบ จะต้านทานกำลังของเจ้าหน้าที่ไม่ไหว จึงได้ล่าถอยเข้าไปหลบซ่อนตัวในมัสยิดกรือเซะ ที่ตั้งห่างจากจุดปะทะเพียง 200 เมตร เจ้าหน้าที่จึงได้เรียกกำลังเสริมปิดล้อมและตรึงกำลังไว้รอบมัสยิดควบคู่ไปกับการเจรจาและเกลี้ยกล่อม กลุ่มผู้ก่อเหตุเข้าหลบซ่อนในมัสยิดกรือเซะมีการยิงสวนออกมา และมีการตอบโต้กันเป็นระยะ ๆ เจ้าหน้าที่หน่วยรบพิเศษเริ่มยิงแก๊สน้ำตาเข้าไปภายในมัสยิดแต่ก็ไม่เป็นผล เนื่องจากยัง จนกระทั่ง 11.00 น. หน่วยรบพิเศษได้รับคำสั่งให้ใช้อาวุธหนัก ก่อนจะตัดสินใจใช้อาวุธหนักยิงถล่มเข้าไปในมัสยิด ปิดฉากการปะทะที่ใช้เวลาไปนานกว่า 9 ชั่วโมงท่ามกลางประชาชนประมาณ 2,000–3,000 คน ที่รวมตัวกันอยู่บริเวณดังกล่าว ซึ่งหลังสิ้นเสียงปืนเจ้าหน้าที่พบศพกลุ่มคนร้ายทั้งในและนอกอาคารมัสยิด 34 ศพ นอกจากการปะทะเดือดที่มัสยิดกรือเซะ อําเภอเมืองปัตตานีแล้ว ในวันและเวลาเดียวกัน กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบยังบุกโจมตีฐานที่มั่นของเจ้าหน้าที่ตำรวจ-ทหารตามจุดต่าง ๆ ในพื้นที่ไม่สงบของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทำให้มีผู้เสียชีวิตรวมยอดสูงถึง 109 ศพ บาดเจ็บ 6 คน ถูกจับกุม 17 คน ขณะที่เจ้าหน้าที่เสียชีวิต 5 นาย บาดเจ็บ 15 นาย กรณีดังกล่าวเกิดทั่ว 4 จังหวัดภาคใต้รู้จักกันว่าเป็นเหตุการณ์ที่มัสยิดกรือเซะ เนื่องจากมีผู้เสียชีวิตที่มัสยิดกรือเซะมากถึง 34 ศพ รวมเจ้าหน้าที่
ซึ่งรายงานของแอมเนสตีอินเทอร์เนชันแนลระบุว่าโดยมากมีอาวุธมีดและมีจำนวนเล็กน้อยที่มีอาวุธปืน ตำรวจ 5 นายเสียชีวิตในเหตุการณ์เหล่านี้ ส่วนผู้ก่อเหตุเสียชีวิตรวมมากกว่า 100 รายระหว่างการปะทะตอบโต้กับเจ้าหน้าที่
หลังเหตุการณ์บุกสถานีตำรวจดังกล่าว ชายมุสลิมซึ่งส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่น 32 คนถูกฆ่าด้วยอาวุธหนักโดยกองกำลังความมั่นคงในมัสยิดกรือเซะ มัสยิดที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาค มีรายงานว่าคณะกรรมการสืบสวนหาความจริงที่รัฐบาลเป็นผู้แต่งตั้งพบว่ากองกำลังความมั่นคงได้ใช้กำลังตอบโต้ภัยคุกคามอย่างเกิดสัดส่วน อย่างไรก็ตามรายงานดังกล่าวไม่ได้ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ และไม่พบว่าได้มีการสืบสวนหาความจริงอย่างเป็นอิสระกับเหตุที่เกิดขึ้นกับสถานีตำรวจอีก 10 สถานีหรือไม่
Credit : Google
Credit : https://th.wikipedia.org/wiki/
Credit : https://mgronline.com/travel/detail/9670000017708
ตำแหน่งที่ตั้ง
เจ้าของสถานที่
เขียนรีวิว
เพื่อแบ่งปันประสบการณ์ของคุณกับชุมชน
รีวิวจากผู้เยี่ยมชม
ยังไม่มีรีวิว เป็นคนแรกที่รีวิวสถานที่นี้!